ปรึกษาทนายจิม
085-939-3392

Line ID: @tanaijim

บทความ

อ่านต่อ
ฟ้องหย่าชาวต่างชาติ ทนายความจะฟ้องหย่าคู่สมรสคนต่างประเทศต้องทำอย่างไรบ้าง
คู่สมรสเป็นชาวต่างชาติ จะฟ้องหย่าต้องทำอย่างไรบ้าง ??
 
สาระสำคัญที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับแรกคือ ข้อกฎหมายที่ต้องพิจารณาเมื่อจะฟ้องหย่าชาวต่างชาติ
1. กฎหมายสัญชาติของคู่สมรส กำหนดให้หย่ากันได้ ตามที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 กำหนดไว้ว่า ศาลไทยจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีและภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้
 
2. เหตุหย่าต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 ดังต่อไปนี้

(1) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันคู่สมรส เป็นชู้หรือมีชู้ ร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ หรือกระทำกับผู้อื่นหรือยอมรับการกระทำของผู้อื่นเพื่อสนองความใคร่ของตนหรือผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(2) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง

      (ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง

 

      (ข) ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นคู่สมรสของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ

      (ค) ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรสมาคำนึงประกอบ

อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(3) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(4) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(4/1) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นคู่สมรสกันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(4/2) คู่สมรสสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรสได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(5) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปีโดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(6) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นคู่สมรสอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรสมาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(7) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันคู่สมรสต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(8) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(9) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรังไม่มีทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(10) คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสภาพแห่งกายทำให้ไม่อาจร่วมประเวณี หรือไม่อาจกระทำการหรือยอมรับการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของอีกฝ่ายได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

 

เอกสารที่ต้องเตรียมเพื่อฟ้องคดี
1. ใบสำคัญการสมรส
2. ทะเบียนสมรส
3. ใบสูติบัตรบุตร (ถ้ามีบุตรด้วยกัน)
4. ทะเบียนบ้าน
5. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
6. ภาพถ่ายครอบครัว
7. หลักฐานเกี่ยวกับเหตุที่จะฟ้อง เช่น ภาพถ่ายหรือคลิปวิดิโอที่ถูกทำร้ายร่างกาย  ภาพถ่ายหลักฐานที่คบหาคนอื่นเช่นคนรัก เป็นต้น 
8. ข้อมูลที่อยู่ของคู่สมรส และอีเมลล์

 

ระยะเวลาในการดำเนินการ
ในการฟ้องหย่าชาวต่างชาติจะใช้เวลานานกว่าฟ้องหย่าคนไทยด้วยกัน เนื่องจากต้องมีการส่งสำเนาคำฟ้องไปให้ยังจำเลยที่ต่างประเทศโดยจะใช้เวลาในการดำเนินการประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี แล้วแต่กรณี

 

เมื่อโจทก์ฟ้องคดีต่อศาลเยาวชนและครอบครัวแล้ว ศาลจะมีคำสั่งให้โจทก์แปลคำฟ้องและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้เป็นภาษาราชการของประเทศตามสัญชาติของจำเลย และภาษาอังกฤษ เพื่อให้จำเลยรับทราบและเข้าใจคำฟ้องของโจทก์
 
 
หากท่านใดประสงค์จะฟ้องหย่าคู่สมรสชาวต่างชาติ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทางแชทไลน์ แอดไลน์ @tanaijim ได้เลยครับ
อ่านต่อ
การยื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับรองบุตร ทนายต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างในการยื่นคำร้องต่อศาล

บุตรที่มิได้เกิดจากบิดาและมารดาที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย

บุตรจะไม่เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา (แต่ยังคงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของมารดา)
บิดาสามารถเข้าพบทนายความ เพื่อให้ทนายยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้บิดาจดทะเบียนรับรองบุตร เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา เพื่อให้บิดามีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ได้ 
สำหรับบิดาท่านใดที่ไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตร เนื่องจากมารดาเด็กไม่ให้ความยินยอม
หรือให้ความยินยอม แต่บุตรยังไร้เดียงสา ต้องยื่นคำร้องต่อศาลให้ศาลมีคำสั่งให้ไปจดทะเบียนรับรองบุตรได้ จากนั้นจึงนำคำสั่งศาลเช่นนี้ ประกอบกับหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด ไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ที่อำเภอหรือสำนักงานเขต เพื่อขอจดทะเบียนรับรองบุตร
ในการจดทะเบียนรับรองบุตรต่อพนักงานเจ้าหน้าที่นั้น ไม่ได้มีค่าธรรมเนียมนะครับ

เอกสารที่ทนายความต้องเตรียมยื่นคำร้องต่อศาล
1.ใบสูติบัตรของบุตร
2.ทะเบียนบ้านของบุตร
3.บัตรประชาชนของบุตร
4.บัตรประชาชนของผู้ร้อง
5.ทะเบียนบ้านของผู้ร้อง
6.ภาพถ่ายของบุตรและผู้ร้อง
7.หลักฐานการส่งเสียเลี้ยงดู
8.หนังสือยินยอมของมารดาบุตร
9.บัตรประชาชนของมารดาบุตร
10.ทะเบียนบ้านของมารดาบุตร เป็นต้น

ยื่นคำร้องต่อศาลตามทะเบียนบ้านที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาในเขตศาล 

หลังยื่นคำร้องต่อศาล จะต้องนำบุตร พยาน 2 คน ไปสอบปากคำที่สถานพินิจฯ สำนวนการสอบปากคำก็จะส่งไปที่ศาลเพื่อให้ศาลประกอบการพิจารณา




อ่านต่อ
เหตุแห่งการฟ้องหย่า ทนายความจะฟ้องหย่าได้จะต้องมีเหตุฟ้องหย่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516

เหตุแห่งการฟ้องหย่า มีอะไรบ้าง ??

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516

มาตรา ๑๕๑๖ เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้

(๑) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(๒) สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้น จะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง

       (ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง
       (ข) ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามี หรือภริยาของฝ่ายที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ
       (ค) ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพฐานะ และความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ

อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(๓) สามีหรือภริยาทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(๔) สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(๔/๑) สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดหรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามีภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(๔/๒) สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(๕) สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปีโดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(๖) สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควรหรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการ
กระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(๗) สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมีลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(๘) สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความประพฤติอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

(๙) สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่ายหนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรังไม่มีทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้

(๑๐) สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกาย ทำให้สามีหรือภริยานั้นไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้

 

 

อ่านต่อ
ความผิดอาญา ข้อหาลักทรัพย์ ทนายความสู้คดีข้อหานี้อย่างไร

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 บัญญัติว่า ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท 

การลักทรัพย์ต้องเป็นการเอาไปจากการครอบครองของผู้อื่นและมีการแย่งการครอบครองในลักษณะที่ตัดกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น โดยมีเจตนาทุจริตซึ่งเป็นเจตนาพิเศษเป็นองค์ประกอบของความผิดที่เป็นสาระสำคัญ หากขาดเจตนาโดยทุจริตในลักษณะทีไม่ได้เจนาเพื่อหาผลประโยชน์ที่ควรได้ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 1 (1) ก็จะไม่มีความผิดฐานนี้ ซึ่งทนายความก็มักจะต่อสู้คดีประเภทนี้ว่าขาดเจตนาโดยทุจริต ศาลก็อาจยกฟ้อง แต่บางกรณีศาลไม่ลงโทษความผิดฐานลักทรัพย์แต่ก็มีอำนาจลงโทษข้อหายักยอกได้ หรือบางครั้งศาลลงโทษข้อหายักยอกแทนข้อหาหลักซึ่งเป็นข้อหาลักทรัพย์ แต่ปรากฏจากการสืบพยานและพยานเอกสารในสำนวนของพนักงานสอบสวน ปรากฏว่าผู้เสียหายมิได้แจ้งความร้องทุกข์คดียักยอกซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว ภายใน 3 เดือนนับตั้งแต่ทราบเหตุ คดีจึงขาดอายุความ ศาลก็ยกฟ้องไปได้เช่นเดียวกัน ความผิดฐานนี้ต้องพิจารณาที่เจตนาเป็นสาระสำคัญในการสู้คดี

อ่านต่อ
ฟ้องผี ตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายต้องทำอย่างไร ทนายความต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างในการยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก

เมื่อมีคนตาย จะจัดการทรัพย์มรดกของคนตายอย่างไรดี

ภาษาชาวบ้าน เรียกว่า ฟ้องผี

การฟ้องผี ก็คือ การยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เมื่อศาลมีคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดกแล้ว สามารถนำคำสั่งศาลไปจัดการทรัพย์มรดกทั้งหมดของผู้ตาย แม้ในคำร้องจะบรรยายเฉพาะทรัพย์มรดกบางรายการไม่ครบทั้งหมดก็ตาม เมื่อท่านได้รับคำสั่งของศาลก็สามารถใช้อ้างต่อหน่วยงานต่างๆ ในการทำนิติกรรมได้เลย

เอกสารที่ใช้ในการยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก กรณีเจ้ามรดกเป็นบิดา (คนไทย)

1.ใบมรณบัตรของเจ้ามรดก
2.ทะเบียนบ้านของเจ้ามรดก
3.ใบสำคัญการสมรสหรือใบหย่าของเจ้ามรดก
4.บัตรประชาชนของเจ้ามรดก
5.ใบเปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อสกุลของเจ้ามรดก (ถ้ามี)
6.บัญชีเครือญาติ (จัดทำเป็นแผนผังทายาททั้งหมดที่มีสิทธิรับมรดกและทายาทที่มีสิทธิรับมรดกที่เสียชีวิตแล้ว) ทนายจัดทำให้
7.ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน และหรือใบมรณบัตรของบิดาเจ้ามรดก
8.ทะเบียนบ้าน  บัตรประชาชน และหรือใบมรณบัตรของมารดาเจ้ามรดก
9.ใบเปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อสกุลของเจ้ามรดก (ถ้ามี)
10.หนังสือยินยอมของทายาท (ทนายมีแบบฟอร์มให้) ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกต้องลงชื่อให้ความยินยอม
11.ใบสูติบัตรของเจ้ามรดก
12.โฉนดที่ดิน บัญชีธนาคาร ตราสารหุ้น อื่นๆ ของเจ้ามรดก
13.พินัยกรรม (ถ้ามี)
12.บัตรประชาชนบุตรของเจ้ามรดก
13.สำเนาทะเบียนบ้านบุตรของเจ้ามรดก เป็นต้น

การยื่นคำร้องต้องยื่นในเขตศาลที่ผู้ตายมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านขณะถึงแก่ความตาย 

เอกสารที่ใช้ยื่นคำร้องต่อศาล สามารถใช้สำเนาและรับรองสำเนาเอกสารยื่นต่อศาลได้ ส่วนวันไต่สวนคำร้องนำเอกสารต้นฉบับให้ศาลตรวจขณะสืบพยานประกอบเอกสารหมาย ร. ได้เลย หลังสืบพยานเสร็จศาลจะคืนต้นฉบับให้ผู้ร้อง

ในวันไต่สวนคำร้อง ทนายต้องทำคำเบิกความ พร้อมปั้มเอกสารหมาย ร. เขียนรายละเอียดให้ครบ ปั้มวันที่ยื่นให้เรียบร้อย พร้อมยื่นเอกสารต้นฉบับทั้งหมดต่อศาล

การสืบพยานโดยหลักจะต้องซักถามและยื่นเอกสารหมาย ร. แต่ละฉบับต่อศาล แต่ถ้าศาลเห็นว่าเพื่อความสะดวกรวดเร็วจะยื่นคำเบิกความ เอกสารหมาย ร. เอกสารต้นฉบับ และยืนยันคำเบิกความพยานที่จัดทำไว้ต่อศาลก็ได้

หลังเบิกความเสร็จลงลายมือชื่อในคำเบิกความ ลงชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาของศาล ลงชื่อหน้าปกสำนวนในช่องผู้ร้อง คดีก็เป็นอันเสร็จขั้นตอน

หลังจากนั้นรอคัดคำสั่งศาลประมาณ 7-15 วัน และขอยื่นคำร้องขอหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดต่อศาลเมื่อพ้น 1 เดือน สรุปแล้วรอคัดคำสั่งศาลและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดพร้อมกันทีเดียวจะได้ไม่เสียเวลา เพราะถึงอย่างไรก็ต้องนำเอกสารจากศาล 2 รายการ คือคำสั่งสั่งผู้จัดการมรดกและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด ไปยื่นทำนิติกรรม จะเอาเอกสารเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งไปยื่นไม่ได้ 

รายละเอียดการยื่นคำร้องและเอกสารที่ใช้ในการขอแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก สามารถโทรสอบถามทนายความเพิ่มเติมได้ 085-9393392 ทนายจิม

อ่านต่อ
ไม่มีสัญญากู้ยืมเงิน ทนายความสามารถฟ้องคดีได้หรือไม่

ลูกหนี้ยืมเงินไปแล้วไม่คืน ต้องทำอย่างไร ??

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 บัญญัติไว้ว่า การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่

ลูกหนี้ยืมเงินไปแล้วไม่จ่ายหนี้ ตามคอนเซ็ป ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย
เจ้าหนี้สามารถนำหลักฐานสัญญากู้ยืมเงิน หรือหลักฐานแชทที่แสดงข้อความว่ามีการกู้ยืมเงินกัน และมียอดเงินกู้ชัดเจน

แล้วถ้าไม่มี สัญญากู้หรือหลักฐานแชทจะทำอย่างไร ???
สามารถให้เขาเซ็นหนังสือรับสภาพหนี้หรือสัญญากู้ยืมเงินย้อนหลังได้ครับ 

แล้วนำหลักฐานดังกล่าวติดต่อทนายความเพื่อฟ้องคดี